เก็บกวาดซะ! สิ่งที่ควรทำเพื่อยืดอายุการใช้งานคอมพิวเตอร์

‘คอมพิวเตอร์เสีย ต้องส่งซ่อม’ ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นใช่ไหม? เพราะฉะนั้น มาลองมองดูสภาพแวดล้อมรอบๆโต๊ะทำงานที่ตั้งคอมพิวเตอร์ตัวโปรดกันไว้ดีกว่า ว่าอะไรควรทำ อะไรควรเก็บกวาดออกไปบ้าง เพื่อให้อุปกรณ์ทำงานตัวเก่งไม่งอแงกับเจ้าของ

 

  1. อาหารและเครื่องดื่ม

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยนำแก้วกาแฟมาตั้งหน้าโต๊ะคอมพ์ ไม่ก็ขนมขบเคี้ยว อาหารทานเล่น หรือบางทีก็มื้อหลักมาทานกันตรงนั้นเลย ดูจะสะดวกต่อผู้ใช้งาน แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจบไม่สวยเท่าไหร่ ลองนึกถึงสภาพการที่ทำน้ำหกบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ หรือปัดตกไปถูกปลั๊กสายไฟ เสี่ยงต่อการถูกไฟดูดเป็นอย่างยิ่ง หรือเศษขนมเศษอาหารต่างๆโปรยอยู่ตามโต๊ะ คีย์บอร์ด หล่นลงไปในเคสคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่เรียกสารพัดสัตว์เจ้าปัญหาเข้ามาได้ไม่ยากเลย

บรรดามดและแมลงที่ชอบขนมหวานอาจมาทักทายอยู่บนคีย์บอร์ด เดินยั้วเยี้ยบนหน้าจอคอมพ์ ดีไม่ดีคลานเข้าไปติดแหงกตายคาหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก เพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยอาจมีแมลงสาบเดินเข้าไปในตัวเคสของคอมพิวเตอร์ อันตรายอย่างยิ่งถ้ามันเข้าไปช็อตแผงวงจรข้างในนั้น บอกเลยว่าเตรียมเสียเงินซื้อของใหม่ได้ทันที หรือหนูตัวใหญ่ๆเขามาป้วนเปี้ยนกัดสายไฟเป็นของแถมหลังจากเก็บเศษของกินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้สายไฟกระจุยก็ได้กังวลเรื่องไฟช็อตหรืออุบัติเหตุจากไฟฟ้ากันได้อีกหลายเรื่องแน่นอน

ทางที่ดี ไม่ควรนำอาหารและเครื่องดื่มมาตั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์โดยเด็ดขาด หรือถ้างานกำลังเร่ง ต้องทานกันตรงหน้า ขอให้เลี่ยงใช้พื้นที่ใกล้ๆ หรืออออกไปทานให้เรียบร้อยจะดีที่สุด

  1. ความสะอาดของพื้นที่รอบโต๊ะทำงาน

หน้าจอระเกะระกะไปด้วยกองแฟ้ม มีเศษกระดาษกองท่วม ปากกา ดินสอ สายไฟ สายชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กองอยู่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ใช่หรือไม่? เหนือขึ้นไปตั้งของที่ตกแตกง่าย หรือหมิ่นเหม่เสี่ยงต่อการตกลงมาบ้างหรือไม่?

จริงๆแล้วหน้าโต๊ะคอมไม่ใช่พื้นที่ตั้งเอกสารที่ดีเท่าไรนัก ถ้าชั่วคราวก็พอไหว แต่ไม่ใช่ระยะยาวแน่ๆ เนื่องจากยิ่งมีข้าวของตั้งอยู่มากเท่าไหร่ ก็เสี่ยงที่จะสะสมฝุ่นไว้มากเท่านั้น นอกจากจะเป็นผลเสียต่อคอมพิวเตอร์แล้ว ยังแย่สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้อีกด้วย อย่าลืมทำความสะอาดพื้นที่รอบๆโต๊ะคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นที่สะสมฝุ่นเช่นกัน

ส่วนการมีชั้นวางของเหนือโต๊ะคอมพิวเตอร์ ให้จำไว้เสมอว่าไม่ควรตั้งของหนักหรือสิ่งใดก็ตามที่คาดว่าร่วงลงมาแล้วจะเป็นอันตรายต่อทั้งเจ้าของและอุปกรณ์ที่อยู่ข้างล่าง คงไม่มีใครสบอารมณ์ถ้าแฟ้มงานที่เอื้อมมือหยิบดันหล่นลงคีย์บอร์ด หรือมีข้าวของหล่นกระแทกหน้าจอ

  1. ความร้อนและการระบายอากาศ

ความร้อน เป็นอีกตัวการสำคัญในการลดอายุการใช้งานคอมพิวเตอร์ของเรา ถ้าไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ พยายามเลือกตั้งในห้องที่มีการระบายอากาศได้ดี อย่าตั้งเคสและหน้าจอติดกับกำแพงห้อง หาพัดลมมาเปิดพัดระบายความร้อนที่ตัวเครื่องด้วยก็ดีเพื่อช่วยลดความร้อนลง(แต่ต้องทำความสะอาดรอบๆให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นพัดลมจะทำหน้าที่พัดฝุ่นแทน) หรือจะหาระบบระบายความร้อนภายในเคสมาติดเสริมก็ได้

หากตั้งติดกับหน้าต่างของห้อง ให้ระวังเรื่องความชื้นจากการลืมเปิดหน้าต่างทิ้งไว้แล้วฝนตกแบบมีลมพัดพาความชื้นเข้ามา เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของออกไซด์ในแผงวงจร หรือเชื้อรา(ในกรณีที่มีเศษขนมตกค้าง พอเจอความชื้นทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้)

  1. ความสะอาดของอุปกรณ์ต่อพ่วง และตัวเคสของคอมพิวเตอร์

สายไฟของหน้าจอ เคส ปริ้นเตอร์ เมาส์ คีย์บอร์ด พอร์ทเสริม อินเทอร์เน็ท ลำโพง พันกันยุ่งเหยิงหรือไม่? พยายามทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้วมัดหลวมๆไว้เป็นแต่ละประเภท จะใช้เคเบิลไทล์ที่เป็นเส้นพลาสติกสายเล็กๆมีตัวล็อค ซึ่งมีขายตามร้านงานช่างก็ได้

เมาส์กับคีย์บอร์ดใช้ผ้าชุบน้ำเปล่าเล็กน้อย(ย้ำว่าห้ามชุบเยอะเกินไปเด็ดขาด)มาเช็ดรอบหนึ่ง ก่อนใช้ผ้าแห้งเช็ดคราบสกปรกออกไปอีกครั้ง สำลีพันก้านเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการปัดฝุ่นตามปุ่มแป้นพิมพ์ออกไปได้ดี ส่วนหน้าจอแนะนำว่าให้หาผ้าไมโครไฟเบอร์สำหรับหน้าจอคอมพิวเตอร์มาลูบเบาๆพอให้ฝุ่นหลุดออกไป ระวังอย่ากดหน้าจอแรงเพราะเป็นส่วนที่เสียหายได้ง่าย

เมื่อพูดถึงภายในเคส เป็นส่วนที่บอบบางต่อฝุ่นมากที่สุด ไม่แนะนำให้ถอดอุปกรณ์ออกมาทำความสะอาดทีละชิ้นหากไม่แน่ใจ เพราะอาจเสียหายได้ ปกติการกำจัดฝุ่นในบริเวณนี้จะใช้การเป่าลมจากเครื่องเป่าลมซึ่งต้องยึดพัดลมระบายอากาศในตัวเคสให้แน่นไว้ก่อนลงมือใช้เครื่องเป่าฝุ่นออกไป หากไม่มีเครื่องเป่าให้ใช้แปรงขนอ่อนค่อยๆปัดฝุ่นออกด้วยความเบามือ ส่วนแรม ให้กดเขี้ยวของสล็อตแรมเอาตัวแรมออกมาใช้ยางลบขัดตรงแถบหน้าสัมผัส(จะเป็นแถบสีทองยาวเกือบตลอดความยาวของแรม)เพื่อลบออกไซด์ออกไป

สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ อย่าให้มีฝุ่นจับมากโดยเฉพาะปริ๊นท์เตอร์แบบหัวพิมพ์อิงค์เจ็ท เพราะฝุ่นอาจอุดตันหัวฉีดหมึกจนซ่อมแซมได้ยาก

 

เนื่องจากการที่คอมพิวเตอร์แสดงอาการผิดปกติขึ้นมานั้น บางครั้งไม่ใช่เป็นที่ซอฟท์แวร์หรือระบบปฏิบัติการ หรือไวรัส อย่างที่หลายคนเข้าใจกันอย่างเดียว การที่เราไม่ดูแลสภาพภายนอกของคอมพิวเตอร์ ก็สามารถนำเรื่องปวดหัวมาให้เราโดยไม่รู้ตัวได้ด้วย ดังนั้นหัวข้อทั้งสี่หัวข้อที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากต้องการให้คอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน ทำงานได้อย่างราบรื่น และใช้งานได้ตามอายุของมันนั่นเอง

Advertisements

เผ่าพืช กับการพูดจาภาษาดอกไม้

เผ่าพืชอาจจะไม่ใช่เผ่าที่กำลังเป็นกระแสนิยมในขณะนี้ แต่ ด้วยความน่าสนใจของการ์ดที่ติดชื่อดอกไม้เป็นจำนวนพอสมควร คราวนี้เลยขอหาเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับดอกไม้แต่ละชนิดมานำเสนอค่ะ ส่วนไปโผล่ติดชื่อการ์ดใบไหน ลองไปเดาดูเองนะคะ

 

Angel’s Trumpet

ดอกลำโพง หรือ ดอกแตรสวรรค์ ช่อดอกคว่ำลง ตอนออกดอกเริ่มแรกมีสีอ่อนแล้วกลีบดอกจะเข้มขึ้นตามระยะเวลาที่มากขึ้น ถึงชื่อจะเพราะ หน้าตาจะสวย แต่ก็สวยอันตราย เพราะเป็นดอกไม้มีพิษเกือบทุกส่วน

ความหมายของดอกไม้ : การเสียชีวิต, ความเชื่อทางจิตวิญญาณ

ที่มา : https://www.gotoknow.org/posts/220048

 

Lily

ดอกลิลลี่ เป็นไม้ดอกเมืองหนาว ที่เติบโตมาจากหัวที่อยู่ใต้ดิน ถูกใช้ทั้งในงานมงคลและอวมงคล ทางเอเชียตะวันออกใช้หัวลิลลี่เป็นยาสมุนไพร แต่บางเป็นพิษกับแมว

ความหมายของดอกไม้ : สีขาว-ความบริสุทธิ์, สีส้ม-สเน่หา, สีเหลือง-ความสุข, ดอกลิลลี่ ออฟ เดอะ วัลเล่(Lily of the valley)-ความอ่อนหวานและหัวใจที่บริสุทธิ์, ดอกอีสเตอร์ ลิลลี่-สัญลักษณ์ของการแต่งงานครั้งแรก

ที่มา : http://www.theflowerexpert.com/content/mostpopularflowers/lilies

 

Rose

ดอกกุหลาบ เป็นไม้ดอกที่มีสายพันธ์ถึงเกือบ 120 สายพันธ์ มีทั้งกุหลาบพุ่ม และกุหลาบเลื้อย ซึ่งบางสายพันธ์สามารถเลื้อยได้ถึงเจ็ดเมตร ดอกกุหลาบถูกนำไปใช้ในงานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับ กุหลาบตัดช่อ น้ำหอม ทำอาหารและเครื่องดื่ม

ความหมายของดอกไม้ : สีแดง-ความรัก ความโรแมนติก, สีชมพู-ความรัก การให้กำลังใจ ความสง่างาม, สีขาว-การแต่งงาน จิตวิญญาณ การเริ่มต้นครั้งใหม่, สีส้ม-ความกระตือรือร้น สเน่หา, สีเหลือง-เพื่อน ความสุข สุขภาพที่ดี

นอกจากสีของดอกกุหลาบแล้ว จำนวนของดอกกุหลาบก็สื่อความหมายได้เช่นกัน รวมถึงการจัดดอกกุหลาบแบบต่างๆอีกด้วย(เนื่องจากเนื้อหามีค่อนข้างมาก จึงขอละเนื้อหาส่วนนี้เอาไว้)

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Rose

http://www.proflowers.com/blog/rose-colors-and-meanings

 

Camellia

ดอกคาเมลเลีย หากเรียกชื่อนี้คงไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไรนัก แต่ถ้าพูดชื่อภาษาญี่ปุ่นคงจำได้ไม่ยาก นั่นก็คือ ‘สึบากิ’ ดอกคาเมลเลียใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ และยังใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นๆได้อีกด้วย ใบคาเมลเลียใช้ทำชา ส่วนเมล็ดใช้ทำน้ำมันสำหรับทำอาหาร หรือจะใช้ลับคมของอุปกรณ์จำพวกใบมีดตัดก็ได้

ความหมายของดอกไม้ : สีขาว-ความน่ารัก ความรักที่สมบูรณ์แบบ, สีชมพู-ความโหยหา, สีแดง-คุณคือเปลวไฟในดวงใจของฉัน

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Camellia

http://www.victorianbazaar.com/meanings.html

 

Sunflower

ดอกทานตะวัน นอกจากสีสันของดอกที่สวยงามแล้ว เป็นที่รู้กันดีว่าเมล็ดของดอกทานตะวันสามารถนำมาประกอบอาหาร หรือนำมาสกัดน้ำมันทำอาหารได้ ชาวอเมริกันพื้นเมืองหลายกลุ่มจะปลูกดอกทานตะวันไว้ทางทิศเหนือของแปลงปลูก พวกเขาเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า ‘น้องสาวคนที่สี่’ ร่วมกับพืชอีกสามชนิดที่ถูกเรียกว่าพี่สาวทั้งสาม คือ ข้าวโพด ถั่ว และแตง ดอกทานตะวันยังถูกใช้สกัดส่วนประกอบที่เป็นพิษออกจากดินอีกด้วย เช่น ตะกั่ว สารหนู ยูเรเนียม ดังเช่นเหตุการณ์ของอุบัติเหตุเชอร์โนบิล

ความหมายของดอกไม้ : ดอกทานตะวันช่อสูง-ศักดิ์ศรี, ดอกทานตะวันแคระ-ความรักเดียวใจเดียว

ที่มา : https://simple.wikipedia.org/wiki/Sunflower

http://www.victorianbazaar.com/meanings.html

 

Cherry Blossom

ดอกซากุระ เป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น อยู่ในตระกูลของต้นเชอรี่ มีประมาณสี่ร้อยกว่าสายพันธ์ ที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีเทศกาลชมดอกซากุระตั้งแต่เดือนมีนาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนพฤษภาคม ดอกและใบของต้นซากุระสามารถใช้ทำขนมญี่ปุ่นได้ ส่วนชาซากุระถูกใช้ในพิธีแต่งงาน ส่วนดอกคอสมอสก็ถูกเรียกว่า อากิซากุระ(Akizakura) เนื่องจากมีรูปแบบของกลีบดอกที่เหมือนกันนั่นเอง

ความหมายของดอกไม้ :  ทางญี่ปุ่น-ความหวัง ชีวิตอันแสนสั้น(เนื่องจากดอกซากุระมีช่วงเวลาผลิดอกที่จำกัด), ทางจีน-ความสวยงามของผู้หญิง ท่าทางอันมีสเน่ห์ ความรัก อารมณ์ของหญิงสาว

ที่มา : https://simple.wikipedia.org/wiki/Cherry_blossom

https://en.wikipedia.org/wiki/Cherry_blossom

http://www.enkivillage.com/cherry-blossom-meaning.html

 

Amaryllis

ดอกว่านสี่ทิศ ไม้ดอกที่เติบตัวจากหัว ด้วยรูปทรงของดอกคล้ายดอกลิลลี่ การผสมเกสรจึงต้องมีผู้ช่วยในตอนกลางวันคือแมลงภู่ ในเวลากลางคืนจะเป็นหน้าที่ของผีเสื้อกลางคืนแทน ดอกว่านสี่ทิศยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมเพื่อผู้ป่วยโรคฮันติงตัน(Huntington’s disease) หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทและความจำด้วย ส่วนของดอกหมายถึงอาการและลักษณะของผู้ป่วย ส่วนของใบแสดงให้เห็นถึงการปกป้อง การช่วยเหลือและการพัฒนาวิธีการรักษาโรคนี้

ความหมายของดอกไม้ : ศักดิ์ศรี, ความงามที่เปล่งประกาย, ความมุ่งมั่น

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Hippeastrum

http://www.teleflora.com/meaning-of-flowers/amaryllis

 

Hydrangea

ดอกไฮเดรนเยีย เป็นไม้พุ่มสูงหนึ่งถึงสามเมตร พบมากในเอเชียตะวันออก มักเลี้ยงให้ดอกมีขนาดที่ใหญ่เพื่อใช้เป็นไม้ประดับสวยงาม ทุกส่วนของต้นไฮเดรนเยียเป็นพิษระดับปานกลาง แต่รากใช้ทำยาขับปัสสาวะ บางครั้งมีรายงายว่าใบของมันใช้สูบเพื่อเป็นของมึนเมา(แต่ก็เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากสารพิษในใบเช่นกัน) ไฮเดรนเยียสายพันธุ์ของญี่ปุ่นเป็นชนิดที่ใบมีสารให้ความหวาน(ไม่เป็นพิษ) สามารถนำใบมาทำชา ซึ่งชาวญี่ปุ่นนำชาจากใบไฮเดรนเยียที่เรียกว่า ชาอามะ(Ama-cha) ไปใช้ในพิธีทางศาสนาพุทธ

ความหมายของดอกไม้ : ขอบคุณที่เข้าใจกัน, ไร้ซึ่งเยื่อใย

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Hydrangea

http://www.teleflora.com/meaning-of-flowers/hydrangea

 

Cosmos

ดอกดาวกระจาย เป็นไม้ดอกล้มลุก ปลูกง่ายโตเร็ว แต่ก็หมดสภาพเร็วเช่นกัน มีต้นกำเนิดมาจากแถบเม็กซิโก ต้นสูงประมาณสามถึงหกฟุต ลำต้นและกลีบดอกค่อนข้างบอบบางไหวตามลม ดอกคอสมอสบางชนิด เช่น ช็อกโกแล็ตคอสมอส(Cosmos atrosanguinea) เมื่อออกดอกจะส่งกลิ่นวานิลลาไปตามสายลม ชื่อคอสมอสนั้นมาจากภาษากรีกที่แปลว่า จักรวาลที่สมดุล(Kosmos)

ความหมายของดอกไม้ : ความรัก, ความสงบ, ความอ่อนโยน, ดอกช็อกโกแล็ตคอสมอส-รักคุณมากกว่าผู้อื่นทั้งปวง

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Cosmos_%28plant%29

https://www.gotoknow.org/posts/219961

http://www.theflowerexpert.com/content/aboutflowers/tropicalflowers/cosmos-pink

Symbolic and Meaning of Cosmos Flower

 

Tulip

ดอกทิวลิป ต้นกำเนิดมาจากแถบเปอร์เซียและตุรกี แต่ภายหลังทางฝั่งยุโรปได้นำไปขยายพันธุ์ต่อ ออกดอกหนึ่งดอกต่อหนึ่งต้น มีสีสันค่อนข้างหลากหลายยกเว้นสีน้ำเงิน(ดอกทิวลิปที่มีสีน้ำเงินจริงๆแล้วเป็นสีม่วงอ่อน) เทศกาลดอกทิวลิปที่รู้จักกันดีจัดขึ้นทุกปีในประเทศเนเธอร์แลนด์ นักท่องเที่ยวจะได้ชมความตระการตาของดอกทิวลิปที่ถูกปลูกไว้ทั่วกันตลอดทั้งเมือง

ความหมายของดอกไม้ : สีแดง-เชื่อใจฉันเถอะ สารภาพรัก ความรักที่สมบูรณ์แบบ, สีเหลือง-ความสดใส กำลังใจ, สีขาว-การให้อภัย, สีม่วง-ความภักดี, ช่อดอกทิวลิป-ความสง่างาม ความยิ่งใหญ่

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Tulip

http://www.victorianbazaar.com/meanings.html

http://www.teleflora.com/meaning-of-flowers/tulip

 

Snapdragon

ดอกสแนปดราก้อน ได้ชื่อมาจากเวลาที่บีบดอกไม้แล้วกลีบดอกเปิดออกเหมือนมังกรเปิดปาก เป็นดอกไม้ทั่วไปที่พบบนเขตภูเขาหินของยุโรป อเมริกา และแอฟริกาเหนือ ขึ้นในสภาพดินที่ระบายน้ำได้ดีและมีแสงแดดมากหรือแสงรำไร ช่อดอกค่อนข้างหนัก หากโดนลมแรงมักจะหักง่าย ในบางเขตของรัสเซียมีการสกัดน้ำมันจากเมล็ดเพื่อการบริโภค ขณะที่ใบและดอกมีสารต้านการติดไฟ จึงถูกใช้เป็นยาทาแผล ส่วนการย้อมสีเขียวก็มีการสกัดมาจากดอกไม้ชนิดนี้เช่นกัน

ความหมายของดอกไม้ : ความเข้มแข็ง, จริงใจ, อบอุ่นและเป็นมิตร, ความงดงาม ความมีเสน่ห์

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Antirrhinum

http://www.teleflora.com/meaning-of-flowers/snapdragon

http://www.victorianbazaar.com/meanings.html

 

Jasmine

ดอกมะลิ ดอกไม้กลิ่นหอมที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ตั้งแต่นำมาลอยน้ำดื่ม ทำขนม หรือไหว้ผู้มีพระคุณ ทางฝั่งของประเทศจีนใช้ดอกมะลิมาเป็นกลิ่นเสริมให้กับชาชนิดต่างๆ เช่นชาอู่หลงมะลิ ชาเขียวมะลิ ชาขาวมะลิ ทางฝั่งรัฐทางใต้ของอินเดียมีการเก็บเกี่ยวดอกมะลิเพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์จากดอกมะลิ มีทั้งแปรรูปส่งออกและทำเป็นอุตสาหกรรมน้ำหอม

ความหมายของดอกไม้ : สีขาว-ความมีน้ำใจ, สีเหลือง-ความอ่อนโยน ความสง่างาม, ฝั่งชาวอินเดีย-การบูชา ยึดมั่น, ฝั่งชาวสเปน-ความหลงไหล

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Jasmine#Jasmine_as_a_national_flower

http://www.victorianbazaar.com/meanings.html

 

Lotus

ดอกบัว มีทั้งบัวหลวง และบัวสาย บัวเป็นพืชประจำถิ่นเขตร้อนชื้น บัวหลวงเป็นดอกไม้ประจำชาติของเวียดนาม ดอกบัวมักถูกใช้เป็นเครื่องหมายทางศาสนาของชาวเอเชีย บัวเป็นพืชที่นำไปทานได้เกือบทุกส่วน ใบบัวยังสามารถใช้ห่ออาหารเพื่อนึ่งหรือเก็บรักษาอาหาร ในประเทศพม่าที่ทะเลสาบอินเล(Inle lake) มีการนำใยบัวมาทำเป็นผ้าเพื่อการทำเสื้อพิธีเพื่อถวายแด่พระพุทธรูปและพระสงฆ์

ความหมายของดอกไม้ : ความรักที่ผิดหวัง, การทิ้งอดีต, ทางศาสนาพุทธ-ความดี, ทางอียิปต์โบราณ-การตายแล้วเกิดใหม่(บัวสาย), ทางฝั่งจีน-ความเป็นมงคล

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Nelumbo_nucifera

https://sites.google.com/site/dxkbaw/khwam-hmay-khxng-dxkbaw

 

Dandelion

ดอกแดนดีไลออน เป็นดอกไม้ทั่วไปในฝั่งของยูเรเชียและอเมริกาเหนือ ความหมายของชื่อดอกไม้มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ‘ฟันของสิงโต’ (dan-de-lion) เป็นดอกไม้ที่มีดอกย่อยๆประกอบกันเป็นกลุ่มจากจุดเดียวกัน คาดการณ์กันว่าดอกไม้ชนิดนี้มีการพัฒานาการมาตั้งแต่สามสิบล้านปีก่อนในยูเรเชีย เพื่อเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ ใบแดนดีไลออนอุดมไปด้วยวิตามิน เอ ซี และ เค แต่ต้องนำใบไปลวกก่อนเพื่อลดความขม ถึงแม้บางคนอาจจะแพ้ใบแดนดีไลออนเมื่อรับประทานเข้าไป แต่สำหรับชาวสวนแล้ว ต้นแดนดีไลออนเป็นประโยชน์โดยมีรากที่ช่วยนำสารอาหารขึ้นมาสู่ดินชั้นบน และเป็นพืชที่เรียกแมลงมาผสมเกสรดอกไม้

ความหมายของดอกไม้ : ความสุข, ความซื่อสัตย์, เครื่องรางสำหรับความรัก, การรักษาความเจ็บป่วยทางจิตใจ, ความฉลาดทางอารมณ์และจิตวิญญาณ, การผ่านพ้นความท้าทายและปัญหาทั้งปวง

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Taraxacum

http://www.victorianbazaar.com/meanings.html

http://www.flowermeaning.com/dandelion-flower-meaning/

แบ่งปันวิธีการอ่านหนังสือสอบ CU-TEP โดยไม่ต้องติวกับโรงเรียนติว ด้วยงบประมาณไม่ถึง 3,000 บาท

สวัสดีท่านผู้อ่านอีกครั้งค่ะ หายหน้าหายตาไปนานกับการเขียนบทความ เนื่องจากติดภารกิจสอบภาษาอังกฤษนี่เอง บทความนี้เป็นบทความจากประสบการณ์เตรียมสอบด้วยตัวเองในระยะเวลาประมาณสองเดือนครึ่ง อุปกรณ์ที่ใช้มีไม่กี่อย่าง หนังสือ สมุด ดินสอ ดิกชันนารี และ โซเชียลเน็ทเวิร์ค ทำแล้วได้ผลจริงสำหรับตัวผู้เขียน ถ้าใครจะหยิบจะยืมเทคนิคไปใช้ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งค่ะ ค่อนข้างมั่นใจในระดับหนึ่งว่าน่าจะเอาไปประยุกต์กับการสอบรูปแบบอื่นๆได้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับนักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไป ผู้เขียนขอละรายละเอียดบางส่วนที่สามารถหาอ่านในช่องทางอื่นออกไปนะคะ (วัน เวลา สถานที่สอบ รูปแบบในการสอบ กฎระเบียบต่างๆ)

 

จะเริ่มจากอะไรดี?

ข้อสอบมีสามพาร์ท และส่วนใหญ่ที่พลาดกันมาก หรือโดนหลอกจนปวดหัว จะอยู่ที่พาร์ท error identification ซึ่งมีเวลาคิดเพียงข้อละไม่กี่นาที เทคนิคการเตรียมตัวที่ใช้ก็มีตามลำดับดังนี้

  • หาหนังสือทวนไวยากรณ์แบบรวบรัดในเล่มเดียวมานั่งอ่านให้หมด หนังสือควรมีสรุปไวยากรณ์ที่ชัดเจนพร้อมโจทย์แบบฝึกหัดท้ายบททุกบท พยายามจำเรื่อง a an the, tense, เอกพจน์-พหูพจน์, adverb-adjective, infinitive, gerund ให้แม่นไว้ก่อน หากมีเวลาเหลือให้ดูเรื่อง if-clause, adverb clause, adjective clause เสริมเข้าไป รวมถึงเรื่องอื่นๆที่เหลือด้วย
  • หาหนังสือรวมโจทย์ error-identification มานั่งทำ ไม่ต้องกลัวว่าจะยากจนทำไม่ได้ เพราะเริ่มทำไปเรื่อยๆจะเริ่มชินจนเห็นรูปแบบที่ข้อสอบมักจะนำมาหลอกเราเอง เวลาทำไม่ต้องแปลทั้งประโยค แต่ดูรูปคำแบ่งเป็นส่วนๆ หา ประธาน กริยา กรรม ให้เจอ แล้วค่อยหาเหตุผลว่ามีตัวเลือกตัวไหนที่ไม่ถูกหลัก พยายามอย่าเปิดไปดูเฉลยก่อนทำเสร็จทุกข้อ พอทำเสร็จหมดแล้วตรวจคำตอบ ให้เขียนแก้ข้อที่ผิดพร้อมเขียนเหตุผลกำกับไว้ด้วย รวมคะแนนแต่ละบทที่ทำได้แล้วลองหาค่าเฉลี่ยว่าได้เกินครึ่งหรือไม่? ถ้าไม่ได้ก็หาหนังสือเล่มอื่นมาฝึกต่อไป

 

พอทำ error-identification ได้แล้ว ทำพาร์ทไหนต่อดี?

เมื่อไวยากรณ์เราเริ่มแม่น หรือเริ่มเมา(?) ได้ที่แล้ว พาร์ทที่อยากให้อ่านลำดับต่อไปคือ reading comprehensive ค่ะ ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเบ้หน้ากับบทความยาวมากๆก็เป็นได้ ไหนจะอภิมหาคำศัพท์อลังการงานสร้างอีก มาดูวิธีกันดีกว่า

  • พาร์ทนี้ไม่แนะนำให้หาบทความอ่านไปเรื่อยๆนะคะ แต่ให้หาแนวข้อสอบจริงมานั่งงงให้ชินค่ะ อ่านไปมึนไป งงไป เอาดิกชันนารีไว้ใกล้ๆตัว เปิดทุกคำที่ไม่รู้ก็ได้ แต่ช้า ให้ฝึกเดาศัพท์บ้างเพื่อลดเวลาอ่าน รอบแรกให้มองทั้งบทความ รอบที่สองอ่านให้ละเอียด จะเขียน จะวงข้อความสำคัญหรือแบ่งวรรคประโยคไว้ก็ดี
  • ในส่วนของคำถาม ให้อ่านคำถามให้ดี บางทีถามความแตกต่าง บางทีถามคำศัพท์ บางทีให้เติมประโยคที่หายไปลงในช่องว่าง บางครั้งให้สรุปหรือหาหัวข้อจากบทความ หรือไม่ก็ให้เปรียบเทียบกับหัวข้ออื่นๆ ที่ขาดไม่ได้คือคำถามแนวๆสรรพนามที่ขีดเส้นใต้ไว้นั้นใช้แทนตัวเลือกไหน? จริงๆเวลาอ่านมันจะเป็นตัวหนาไว้อยู่แล้ว ตอนอ่านให้หาคำตอบไว้เลยก็ได้ เขียนโยงไว้ในหน้านั้นเลยยิ่งดี จะได้ตอบเร็วขึ้น
  • ขนาดความยาวของบทความที่แนะนำให้อ่านเตรียมไว้ จะอยู่ที่ประมาณ ฟอนต์ cordia new 16 สองหน้ากระดาษ A4 แบบเต็มๆ เพราะจะได้ชินกับบทความยาวๆ ในข้อสอบจริงอาจจะสั้นกว่านี้ก็ได้

 

Listening ทำอย่างไรให้ฟังทัน?

จริงๆเป็นพาร์ทแรกที่ต้องเจอเวลาทำข้อสอบจริง ปัญหาคือบางคนจะตกใจกับเสียงสนทนาที่ยอมรับว่าพูดเร็วมาก และสำเนียงของแท้ที่บางทีคนไทยไม่ชิน อย่าว่าแต่ฟังเลย อ่านโจทย์ให้ทันก็ดีใจแล้ว นี่คือวิธีที่ใช้ในการทำพาร์ทนี้ค่ะ

  • พยายามดูข่าวสารที่เป็นภาษาอังกฤษ ดูสารคดี แต่ไม่แนะนำให้ใช้การฟังเพลงภาษาอังกฤษมากนัก เนื่องจากมีศัพท์ที่ไม่เป็นทางการเยอะเกินไป พอดูหรือฟังแล้วลองสรุปหรือจับใจความว่าเข้าใจมากน้อยแค่ไหน ดูแบบมีซับไตเติ้ลได้นะ ฝึกจนกว่าจะไม่ต้องดูซับไตเติ้ลก็ดี
  • ฝึกเปิดอ่านโจทย์กับคำตอบให้หมดในช่วงที่มีการอธิบายตัวอย่างข้อสอบ เราจะรู้คร่าวๆว่าเรื่องที่ฟังอาจจะเกี่ยวข้องกับสิ่งใดบ้าง ลดเวลาในการอ่านลงไปเล็กน้อย และอาจดีขึ้นด้วยการที่เราฝึกพาร์ทการอ่านมาก่อนหน้านี้แล้ว
  • ถ้าตัวเลือกในข้อสอบถูกพูดถึงในบทบรรยายเมื่อไหร่ ให้เขียนความเกี่ยวข้องไว้เลยว่า เกี่ยวกับใคร เวลานี้ทำอะไร? อยู่ในประเภทไหน? เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่? เพราะคำถามก็จะนำเอาเรื่องพวกนี้มาถามนี่เอง

 

สิ่งสำคัญในการอ่านหนังสือเตรียมสอบCU-TEPด้วยตัวเอง

  • การเลือกหนังสือที่จะใช้อ่านสอบ

 

ถ้าอ่านทบทวนหรือสอนความรู้เบื้องต้นให้กับตัวเอง ควรหาหนังสือที่เน้นเนื้อหาพร้อมกับโจทย์แบบฝึกหัดเล็กน้อย แต่มีสรุปเนื้อหาที่เราเข้าใจง่ายเป็นสำคัญ ไม่จำเป็นว่าเป็นหนังสือที่คนอื่นอ่านแล้วเราไม่ได้อ่าน อย่าลืมจดสรุปย่อในแบบของเราเองด้วย จะทำให้จำเนื้อหาได้ง่ายขึ้น

 

ถ้าอ่านเพื่อทำแบบฝึกหัด ให้หาเล่มที่เป็นแบบฝึกหัดทั้งเล่ม พร้อมเฉลยอย่างละเอียด (แต่ไม่ต้องเยอะมากขนาดเต็มหน้ากระดาษต่อ 1 ข้อนะ) ข้อไหนที่เราทำผิด ก็เขียนเหตุผลอธิบายข้อที่ถูกในแบบของเราเองไว้ก็ดี

 

ถ้าอ่านเพื่อลุยโจทย์ของจริง หาหนังสือจากต้นสังกัด หรืออาจจะจำเป็นต้องใช้หนังสือภาษาอังกฤษทั้งเล่มเพื่อฝึกทำโจทย์ทุกพาร์ทให้ชิน (ใจจริงส่วนตัวไม่ค่อยแนะนำหนังสือที่แปลไทยมาเท่าไหร่ เพราะอาจจะคลาดเคลื่อนทางความหมายได้)

 

  • ระเบียบกับการพักผ่อน

 

จัดระเบียบตัวเองให้ดี พอได้หนังสือมาแล้วให้ดูว่าหนึ่งเล่มมีกี่บท? เราอยากอ่านกี่บทต่อหนึ่งวัน? และ กี่สัปดาห์ถึงจะอ่านครบทุกบท? จัดหาเวลาที่ตัวเราเองอยากจะขยันอ่านสักสองถึงสามชั่วโมงต่อวันในการลุยอ่าน และเผื่อวันขี้เกียจไว้สักห้าวันที่ทั้งวันไม่ได้แตะหนังสือเลย จะทำให้เราพอประมาณการได้ว่าควรทำอะไรและอ่านทดเวลาที่ขี้เกียจอ่านไปตอนไหนดี

 

อย่าลืมพักผ่อนสมองบ้าง ไม่ใช่ว่าที่เล่ามานี่ผู้เขียนอ่านทั้งวันทั้งคืนนะคะ ขอแค่สม่ำเสมอ ไม่ทิ้งช่วงนานเกินไปเป็นใช้ได้ อ่านคืออ่าน เที่ยวคือเที่ยว ไม่ต้องไปพยายามอ่านโต้รุ่งตีสองตีสาม ร่างกายจะแย่เอาค่ะ(ถ้าไม่ใช่เวลาปกติของผู้อ่านนะ)

 

  • เรียนทางลัดผ่านโซเชียลเน็ทเวิร์ค

โดยส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนมีเฟส มียูทูป id อยู่แล้วแน่ๆ ในเมื่อเราไม่อยากไปติว ก็ต้องหาของฟรีเอาตามกลุ่มวิชาการต่างๆในเฟสในยูทูปนี่ละค่ะ กลุ่มติวฟรีหรือสอนภาษาอังกฤษก็มีเยอะ แชนแนลในยูทูปที่ใช้สำหรับฝึกภาษาก็มีค่ะ หรือบางเว็บมีรีวิวข้อสอบแต่ละรอบไว้ให้เลยก็มีนะ

 

  • สรุปแบ่งปันวิธีการเตรียมตัวทั้งหมด

เวลาอ่านหนังสือ อ่านตามนี้ค่ะ

Grammar+Error Identification–>Reading+Vocab–>Listening+Vocab

(หนึ่งเดือนนิดๆ)                                      (ประมาณสามสัปดาห์)        (เวลาที่เหลือทั้งหมด)

ง่ายๆก็คือ ไม่ถนัดพาร์ทไหน เน้นพาร์ทนั้นมากหน่อย พออ่านครบสามพาร์ทก็นั่งทวนเรื่องที่ตกหล่นไป

จำนวนหนังสือที่อ่านไปทั้งหมด 5 เล่ม

1,250+390+159+179+315 = 2293 บาท

ที่ราคาหนักสุดจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม ส่วนรองลงมา คือ พวก error identification แล้วก็เล่มอื่นๆตามลำดับ ที่บอกราคาเพราะต้องการรวมให้เห็นจริงๆว่า ประมาณสองพันต้นๆก็โอเคค่ะ

 

จากบทความทั้งหมดนี้ ผู้เขียนเองก็เคยสอบ CU-TEP มาหลายรอบพอสมควร แต่คะแนนได้ไม่น่าพอใจ แต่พอออกแบบวิธีอ่านหนังสือใหม่ ปรับตัวใหม่ ทำอะไรให้เป็นระเบียบมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ดีก็ตามมาค่ะ โดยไม่มีการไปนั่งติวจากสถาบันใดๆเลยสักแห่ง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยส่วนใหญ่คือหนังสือตามที่ได้ชี้แจงไว้เรียบร้อยแล้ว จึงหวังว่าจะเป็นกำลังใจส่วนเล็กๆสำหรับผู้อ่าน สำหรับการทำข้อสอบภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์ต่างๆต่อไปค่ะ

Em และ Performapal เด็คแห่งการแสดง

หัวข้อครั้งนี้มาจากหลังไมค์ค่ะ ถ้าพูดถึง Em ก็คงนึกถึงยูยะ โดยภาพรวมแล้วขอตีความไปในคีย์เวิร์ดของละครสัตว์แล้วกันค่ะ ยอมรับว่าเป็นหัวข้อที่หาข้อมูลพบแล้วต้องนั่งทำความเข้าใจอยู่หลายรอบ เนื่องจากชื่อบุคคลค่อนข้างอ่านยากพอสมควร หากผิดพลาดตรงไหนก็ขออภัยล่วงหน้าเลยค่ะ คำถามทิ้งท้ายก่อนอ่าน คิดว่าเด็คละครสัตว์ของยูยะเป็นละครสัตว์ประเภทไหนเอ่ย?

ต้นกำเนิดของละครสัตว์

คำว่า เซอร์คัส(ภาษาอังกฤษ : circus) ในภาษากรีก(krikos) แปลว่าวงกลม หรือ ห่วง ซึ่งในปัจจุบันจะหมายถึงโดมแสดงละครสัตว์ซึ่งมีพื้นที่เป็นวงกลมทรงสูง แต่ต้นกำเนิดของคำศัพท์นี้แท้จริงยังไม่มีใครยืนยันได้ ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่ามาจากชาวอังกฤษนามว่า ฟิลิปป์ แอสท์เล (Philip Astley) ขณะที่อีกส่วนเชื่อว่าสามารถย้อนประวัติกลับไปได้ถึงสมัยโรมัน

สมัยโรมโบราณ เซอร์คัสคือสถานที่สำหรับแสดงการแข่งรถม้า การแข่งขันของอัศวินบนหลังม้า การต่อสู้ของนักสู้ด้วยกันเอง หรือสู้กับสัตว์ เช่นเดียวกับสถานที่ทางฝั่งกรีกซึ่งเรียกว่า ฮิปโปโดรม(hippodrome) เซอร์คัสแห่งแรกในเมืองโรม มีชื่อเรียกว่า เซอร์คัส แม็กซิมัส(Circus Maximus) ตั้งอยู่ในหุบเขา ระหว่างเทือกเขาพาลาทีน(Palatine) และ อเวนทีน(Aventine) ช่วงแรกสร้างขึ้นด้วยไม้ ถูกรื้อและสร้างใหม่หลายครั้ง จนมาถึงการสร้างครั้งสุดท้าย เปลี่ยนจากไม้มาเป็นหิน มีพื้นที่กว้าง 90 เมตร ยาว 400 เมตร จุคนได้ถึงสองหมื่นห้าพันที่นั่ง

ละครสัตว์ในประเทศต่างๆ

— อังกฤษ

ฟิลิปป์ แอสท์เล เป็นผู้ให้กำเนิดละครสัตว์ในประเทศอังกฤษ เขาเป็นคนกำหนดพื้นที่แบบวงกลมเพื่อใช้ในการแสดง ทำให้มีคณะละครสัตว์อื่นๆตามมาอีกมากมาย ในช่วงนี้ได้มีผู้แสดงตัวตลกท่านแรก นั่นก็คือ โจเซฟ กริมัลดิ (Joseph Grimaldi) โรงละครสัตว์ในอังกฤษมักถูกสร้างขึ้นเมื่อความต้องการสร้างสิ่งปลูกสร้างในเมืองใหญ่ เช่น ลอนดอนฮิปโปโดรม (London Hippodrome) มีทั้งการแสดงละครสัตว์และมหรสพอื่นๆ ส่วนสถานที่เพื่อใช้ละครสัตว์อย่างจริงจังนั้น แอสท์เลได้ไปสร้างไว้ที่ปารีส ชื่อว่า แองกลาอิส(Amphitheatre Anglais) ซึ่งในภายหลังได้ส่งต่อให้นาย อันโตนิโอ ฟรานโคนิ(Antonio Franconi)ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส หลังจากนั้นอันโตนิโอก็เปลี่ยนชื่อสถานที่แห่งนี้เป็น เซิร์ก โอลิมปิก(Cirque Olympique)

— อเมริกา

ชาวอังกฤษ จอห์น บิล ริกเก็ตส์ (John Bill Ricketts) เป็นคนแรกที่นำละครสัตว์ไปแสดงที่อเมริกา เมืองฟิลาเดลเฟีย หลังจากนั้นละครสัตว์ก็เป็นที่แพร่หลายในอเมริกา รวมถึงเป็นช่วงที่คณะละครสัตว์หลายคณะเริ่มเดินทางออกไปแสดงให้ทวีปอื่นๆได้ชมด้วย

–รัสเซีย

เกิดขึ้นในยุคของเลนิน ด้วยจุดประสงค์ว่าต้องการให้เป็นศิลปะการแสดงของประชาชน จึงมีการตั้งโรงเรียนขึ้นที่มอสโค(Moscow Circus School) ในโรงเรียนเปิดสอนในรูปแบบยิมนาสติกโซเวียต ซึ่งเมื่อเดินสายแสดงได้เสียงชื่นชมเป็นอย่างดีในเรื่องของความมีเอกลักษณ์และมีความสามารถในการแสดงดีเยี่ยม

–จีน

เป็นอีกประเทศที่มีลักษณะละครสัตว์ที่เฉพาะตัว ไม่มีการใช้สัตว์ในการแสดง เน้นความสามารถต่างๆของผู้แสดง เช่น กายกรรมกลางเวหา ศิลปะการทรงตัว การร้องละครงิ้ว การเชิดสิงโต

ละครสัตว์ร่วมสมัย

ความแตกต่างของละครสัตว์ร่วมสมัย กับละครสัตว์ยุคเก่า มีรายละเอียดแยกได้ดังนี้

— การฝึกซ้อม: ละครสัตว์ยุคเก่า จำกัดเฉพาะบุคคลในตระกูล แต่ยุคร่วมสมัยนั้นเปิดกว้างให้กับผู้สนใจเข้าร่วมทีม

— เวทีแสดง: ละครสัตว์ยุคเก่า แสดงในโดมสูง พื้นที่ภายในเป็นวงกลม ที่นั่งของผู้ชมเป็นแบบสแตนด์ แต่ยุคร่วมสมัยมีทั้งประยุกต์จากแบบเก่าสำหรับการแสดงบางชุด และใช้โรงละครทั่วไปในการร่วมแสดง

— การแสดง: ละครสัตว์ยุคเก่าจะมีผู้นำการแสดง (ringmaster) เป็นหัวใจสำคัญในการนำโชว์ต่างๆ ส่วนยุคร่วมสมัย จะมีโครงเรื่องหลักให้ตัวละครเล่นไปตามฉากที่วางเอาไว้

— เพลงประกอบการแสดง: ละครสัตว์ยุคเก่าใช้เพลงมาร์ช(March) หรือ วอลทซ์(Waltz)ที่เร่งจังหวะ ใช้เพลงเพื่อดึงความสนใจไปยังจุดต่างๆในการแสดง ส่วนยุคร่วมสมัย ใช้เพลงหลายทำนองเพื่อแสดงถึงความรู้สึกของโครงเรื่อง ตัวละคร หรือการดำเนินเรื่อง

การแสดง

— บทบาทของผู้แสดง

ที่เราคุ้นเคยกันดี จะเป็นจำพวกกายกรรมผสมกับยิมนาสติก รวมถึงการโดดบนแทรมโพลีน การทรงตัวเลี้ยงวัตถุต่างๆ เช่น จาน พลอง ลูกบอล ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือ ตัวตลกประจำคณะ คอยสร้างสีสันระหว่างการแสดง ส่วนการแสดงผาดโผน ก็เป็นการแสดงส่วนหนึ่งสำหรับละครสัตว์ด้วย เช่น ปืนใหญ่มนุษย์ การกลืนไฟ การปามีด มายากล การกลืนมีด

— บทบาทของสัตว์ฝึก

สัตว์ฝึกของละครสัตว์ที่เป็นตันฉบับก็คือการแสดงบนหลังม้า ในช่วงหลังจึงเพิ่มสัตว์ต่างแดนเข้ามา เช่น ช้าง สิงโต เสือ สัตว์อื่นๆที่ใช้ร่วมแสดงในละครสัตว์ อาทิเช่น สิงโตทะเล หมี นก สุนัข แมว โดยที่ ไอแซ็ค เอ แวน แอมเบิร์ก (Isaac A. Van Amburgh) เป็นคนแรกที่นำแมวใหญ่เข้ามาร่วมแสดง ส่วนสตรีนักฝึกเสือที่มีชื่อเสียงก็คือ มาเบิล สตาร์ค(Mable Stark)

——- ข้อขัดแย้ง

เนื่องจากการแสดงละครสัตว์ที่ใช้สัตว์แสดงนั้น มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับสวัสดิภาพและการดูแลสัตว์เป็นจำนวนมาก รวมถึงพบว่ามีการทรมานสัตว์เพื่อให้ทำตามคำสั่ง ทำให้ประเทศจำนวน 40 กว่าประเทศ ไม่อนุญาตให้มีการแสดงละครสัตว์ที่ใช้สัตว์แสดงในประเทศของพวกเขา

 

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Circus#Origins

https://en.wikipedia.org/wiki/Circus_Maximus

https://en.wikipedia.org/wiki/Hippodrome

https://en.wikipedia.org/wiki/Amphith%C3%A9%C3%A2tre_Anglais

https://en.wikipedia.org/wiki/Chinese_State_Circus

https://en.wikipedia.org/wiki/Contemporary_circus#Characteristics

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2016 เทรนด์ไหนน่าจับตามอง?

หนึ่งปีแสนจะผ่านไปไวเหมือนการตอบแชทในไม่กี่เสี้ยววินาที เทคโนโลยีก็เช่นกัน ปีนี้เราได้เห็นความสามารถของคอมพิวเตอร์ในหลายๆด้านที่ทำให้เราเปิดประสบการณ์ใหม่ นับวันมันจะพัฒนาได้อย่างน่าทึ่ง มาดูกันดีกว่าว่าปีนี้จะนำพาอะไรมาให้เราได้รู้จักกันอีกบ้าง?

 

อินเทอร์เน็ทที่รวดเร็วกว่าตอนนี้

จากเทคโนโลยี 2G ที่ค่อยๆพัฒนามาเป็น 3G ตามมาด้วย 4G ในปีหน้าสิ่งที่เร็วกว่านี้และกำลังถูกพัฒนาอยู่ นั่นก็คือ เทรนด์เทคโนโลยี 5G อาจจะมีแนวโน้มใช้งานจริงในวงกว้างมากขึ้น สอดรับกับเทคโนโลยีกลุ่มเมฆ(Cloud) และ Internet of Things(IoTs) ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเชื่อมโยงให้ใช้งานสะดวกกว่าเดิมด้วยอินเทอร์เน็ท  

 

ข้อมูลมหาศาล

ทุกๆวันนี้เพียงแค่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนในประเทศไทย ก็มีจนนับไม่ถ้วน ลองคิดเล่นๆว่าในหนึ่งวันเราแชทกับใครไปกี่ครั้ง กี่ข้อความ เราโพสต์ เราแชร์ เราส่งอะไรขึ้นไปบนอินเทอร์เน็ตบ้าง? เราเล่นโซเชียลเน็ทเวิร์คไปแล้วกี่แอพ? สิ่งเหล่านี้คือแหล่งข้อมูลชั้นดีให้กับการศึกษาและทำวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีทางด้านระบบค้นหาต่างๆที่ดีขึ้น ระบุรายละเอียดข้อมูลได้แม่นยำขึ้น หรือเทคโนโลยีทางด้านสถิติที่ผนวกคอมพิวเตอร์มาช่วยประมวลผลอย่างเช่นการทำเหมืองข้อมูล ในส่วนของผู้ใช้งานทั่วไปเราอาจจะเห็นประโยชน์ยังไม่ชัดเจนมาก แต่ข้อมูลปริมาณเกินแรงคนนับเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเพื่อตอบสนองผู้ซื้ออย่างแน่นอน ยิ่งมีข้อมูลลูกค้าให้ทำความเข้าใจ ก็ยิ่งตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น

 

อุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดใหญ่แต่ไซส์เล็กลง

เมื่อเทคโนโลยีทางวัสดุและการเก็บข้อมูลพัฒนามากขึ้น การบอกลาอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีขนาดใหญ่จึงกลายเป็นเรื่องปกติ จากฟล็อปปีดิสก์ในสมัยก่อน กลายมาเป็นแฟลชไดร์ฟ และการ์ดเก็บข้อมูลอีกหลายประเภท จากที่เคยจุได้ไม่กี่MB กลายมาเป็นระดับTBที่เราซื้อหามาใช้งานได้อย่างปกติ ด้วยเทรนด์ของอุปกรณ์ขนาดเล็กพกพาง่าย อุปกรณ์เก็บข้อมูลในปีหน้าอาจจะมีอะไรให้เราทึ่งอีกก็เป็นได้

 

AI และ หุ่นยนตร์

เรียกได้ว่าหุ่นยนตร์ในหนังไซไฟมากมาย แทบจะเหมือนหลุดออกมาจากจอเงินให้เราได้พบเห็นจริงๆในชีวิตประจำวัน เมื่อเหล่านักพัฒนาทั้งจากทางมือสมัครเล่นและมือโปรอย่างบริษัทหรือนักวิจัยในมหาวิทยาลัย พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ได้ฉลาดขึ้น รูปร่างก็หลากหลาย ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคน แต่ยังมีรูปร่างของสัตว์ หรือรูปร่างที่เหมาะกับการใช้งานเฉพาะออกมาอีกด้วย ความสามารถก็เพิ่มขึ้นกว่าหลายปีก่อนและใกล้ชิดมนุษย์มากขึ้น ไม่แน่อีกไม่นานอาจจะต้องดูให้ดีๆว่าเจ้าเหมียวที่ซื้อมาเป็นแมวจริงหรือโรบอทเสมือนแมว?

 

สมาร์ทดีไวซ์

ไม่ใช่เพียงแค่โทรศัพท์มือถือที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ‘สมาร์ท’ เสียแล้ว ด้วยปัจจัยที่ส่งเสริมกันเองของเทคโนโลยีสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ขนาดใหญ่หรือเล็ก ต่างถูกจับฝังชิพคอมพิวเตอร์ให้ทำงานตอบรับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี ระบบอัตโนมัติมีให้เห็นมากขึ้น และฉลาดขึ้นตามAIในชิพนั้นๆ ที่เห็นเป็นรูปร่างในขณะนี้คงเป็นเทรนด์ของนาฬิกา รถยนต์ไร้คนขับ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สื่อสารบอกเจ้าของได้เองเมื่อทำงานเสร็จ ส่วนในปีหน้า ด้วยความรวดเร็วของอินเทอร์เน็ทเป็นตัวช่วยแล้ว เราอาจได้เห็นการสื่อสารของอุปกรณ์ต่างๆเป็นวงกว้างขึ้นกว่าเดิม

 

ปีเก่าเริ่มจะผ่านไป ปีใหม่ค่อยๆเข้ามา เทคโนโลยีก็เช่นกัน เรื่องราวเก่าๆถูกทิ้งไว้แล้วพัฒนาสิ่งใหม่ขึ้นมาตามเทรนด์ อินเทอร์เน็ทประสิทธิภาพสูงยังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีทีท่าว่าจะถูกหยุดพัฒนา ข้อมูลมากมายยังคงเพิ่มขึ้น สวนทางกับอุปกรณ์บรรจุข้อมูลที่มีขนาดเล็กลง ความฉลาดของคอมพิวเตอร์ไวเป็นกรดสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานหลากหลายรูปแบบ คงต้องติดตามดูต่อไปว่า ในปี 2016 ความรวดเร็วของเครือข่ายและความฉลาดของ AI จะตอบสนองความพึงพอใจของเราได้ในด้านใดอีกบ้าง…

 

Ref

Raid Raptor

เด็คที่ยกมาพูดก็คือ ‘Raid Raptor’ แต่จะพูดตีความคนละแง่มุมละกัน โดยส่วนตัวมีประสบการณ์ดูนกมาบ้างเล็กน้อย บวกกับข้อมูลตามลิ้งค์อ้างอิงด้านล่างที่แปลประกอบลงไป มาดูกันว่าเด็คนี้พูดถึงนกตัวไหนกันบ้าง

Raptor

คือคำจำกัดความของนกนักล่า ซึ่งมีความสามารถในการมองเห็นเหยื่อและจัดการเหยื่อด้วยพละกำลังอันแข็งแกร่งจากกรงเล็บและจะงอยปากที่แหลมคม

Strix

คือจีนัสของนกฮูกที่ไม่มีหู ในที่นี้ไม่ใช่ว่ามันไม่สามารถได้ยินเสียงรอบข้างได้ แต่เป็นลักษณะของนกฮูกหัวกลมๆที่ไม่มีขนระหว่างคิ้วพาดขึ้นไปจนดูเหมือนหูหรือหงอน ยกตัวอย่างเช่น นกเค้าโมง นกฮูกบ้าน หรือจะให้น่ารักดูดีหน่อย ก็ลองนึกถึงนกฮูกหิมะ ตัวสีขาวโพลน ตาโตตัวกลม นกฮูกขึ้นชื่อว่าเป็นนกนักล่ายามค่ำคืน เราจึงไม่ค่อยพบเห็นมันบ่อยเท่าไรนัก ปกติในตอนกลางวันมักหลบนอนตามต้นไม้หรือโพรงไม้ หรือใต้หลังคาบ้านเงียบๆ เป็นต้น

//ประสบการณ์ส่วนตัว นกฮูกเป็นนกที่ล่าเก่งมาก ตอนบินกับตอนลงเกาะกิ่งไม้แทบไม่ได้ยินเสียง รู้ตัวอีกทีได้ยินเสียงกรงเล็บเคาะกับพื้นหลังคา พร้อมเสียงเหยื่อในอุ้งเล็บเป็นที่เรียบร้อย ตอนกลางวันหาตัวยากมากถึงมากที่สุด หลบคนเก่งมากๆ

Falcon

เป็นนกเหยี่ยวสปีชีส์หนึ่งที่สามารถพบเห็นได้ทั่วโลก ยกเว้นที่ทวีป แอนตาร์กติกา ในช่วงปีแรกๆของนกชนิดนี้ จะยังคงมีปีกที่กว้างเพื่อการฝึกบิน พอเข้าสู่ช่วงโตเต็มวัยปีกจะเรียวบางลง เพื่อทำให้สามารถเพิ่มความเร็วได้มากขึ้นและสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการบินได้ในทันที เหยี่ยวที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ เหยี่ยวเพเรกริน (Peregrine) เจ้าของสถิติความเร็วในการทิ้งตัวที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็ว 320 กิโลเมตร ต่อ ชั่วโมง

//เคยนั่งดูลูกเหยี่ยวเพเรกรินอพยพ พลัดหลงมาอยู่แถวบ้าน เวลาล่าเหยื่อค่อนข้างผาดโผนมาก มีทั้งบินมองจากที่สูงแล้วทิ้งดิ่งลงใส่นกข้างล่าง โฉบมาจากต้นไม้ก็มี หรือถ้าแรงเยอะ สามารถบินฉวัดเฉวียนไล่นกอื่นได้หลายนาที แถมบินลอดบินผ่านไปรอบบ้านไม่มีชนแม้ทางจะแคบก็ผ่านสบาย ที่น่าสงสารอย่างเดียวคือ ทำแบบนี้แล้วเหนื่อยก่อนจับเหยื่อได้นั่นเอง

Eagle

นกอินทรี เป็นนกนักล่าขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับนกนักล่าชนิดอื่นๆ มีพละกำลังมาก มีส่วนหัวและปากที่ค่อนข้างหนัก ปีกกว้างและตรง บินเร็ว จะงอยปากเป็นรูปตะขอสำหรับฉีกเนื้อเหยื่อ กล้ามเนื้อขาแข็งแรง มีกรงเล็บทรงพลัง สายตาดีมากและสามารถตัดแสงสะท้อนที่เข้ามา น้ำหนักตัวมากกว่านกนักล่าชนิดอื่นๆ เวลาบินลงจับเหยื่อจึงไม่ค่อยเปลี่ยนทิศทางแต่ใช้พละกำลังในการจัดการกับเหยื่อเป็นหลัก

//เป็นนกที่เวลาบินสูงๆจะบินเร็วมาก แต่เวลาร่อนต่ำๆ จะดูสง่างามมาก ปีกกว้างสมคำร่ำลือ ถ้าให้เปรียบก็เหมือนจ้องตาคนที่ดุๆ เวลาจับเหยื่อไม่ค่อยมีพิธีรีตรอง เจอเมื่อไหร่ขย้ำเมื่อนั้น เป็นนกที่ถ้าบินผ่านแล้วนกอื่นจะเงียบเหมือนไม่มีนกอยู่สักตัว

Lanius

เรียกง่ายๆชื่อภาษาไทยก็คือ นกอีเสือ ถูกจัดอยู่ในลำดับของ แพสเซอร์รีน (Passerine) ซึ่งมีความหลากหลายค่อนข้างมาก จริงๆแล้วญาติของมันในลำดับนี้ไม่ค่อยจะพบว่ามีแนวเป็นนกนักล่าเท่าไรนัก ออกจะเป็นนกกินพืชเสียด้วยซ้ำ แต่สำหรับนกอีเสือซึ่งในไทยพบตอนช่วงฤดูหนาว เป็นนกนักล่าประจำทุ่งกว้าง มักเกาะตอไม้หรือต้นไม้แห้งจากมุมสูง แล้วโฉบบินล่าเหยื่อจำพวกแมลงหรือสัตว์เลื้อยคลานตัวเล็กๆ สาเหตุที่ไม่จัดนกอีเสือไว้ในกลุ่มของนกนักล่าจริงๆนั้น เป็นเพราะกรงเล็บของนกชนิดนี้ไม่แข็งแรงเพียงพอเท่ากับนกนักล่าตัวอื่นๆ

//ปกติตัวเต็มวัยค่อนข้างมีมารยาท มาเงียบๆ จับเหยื่อก็จับเงียบๆ เว้นพวกวัยเด็ก มาเมื่อไหร่ต้องแสดงศักดา ร้องแก๊กๆๆจนเสียงลั่นทุ่ง ไม่ค่อยกลัวคน และนกอื่นๆก็ไม่ค่อยกลัวมันเท่าไหร่ บางทีโดนนกอื่นไล่ด้วยซ้ำ แต่เป็นนกที่พบเจอง่ายเวลาเข้าหน้าหนาว

Vulture

นกแร้ง อาจจะดูไม่เหมือนนกนักล่าเท่าไรนัก ด้วยชื่อเสียงที่ถูกมองว่าเป็นสัตว์กินซากนั่นเอง ไม่บ่อยนักที่พวกมันจะล่าสัตว์ที่มีสุขภาพแข็งแรง แต่มุ่งความสนใจในการล่าไปยังสัตว์ที่ป่วยหรือใกล้ตายมากกว่า ถึงกระนั้น ก็ยังต้องรอให้สัตว์กินซากตัวอื่นๆมาแทะกินซากเสียก่อน เพราะมันไม่สามารถจิกผิวของสัตว์ที่ตายให้ทะลุออกได้ นกแร้งจำเป็นต่อพื้นที่เขตร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากน้ำย่อยในกระเพาะของมันสามารถทนต่อเชื้อโรคอันตรายได้ อาทิเช่น โบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum toxin) โรคอหิวาต์สุกร (Hog cholera) และ แบคทีเรียแอนแทร็กซ์ (Anthrax) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์นักล่าตัวอื่นๆ

 

ที่มาของข้อมูลบางส่วน >> https://en.wikipedia.org/wiki/Bird_of_prey

รับมือสุนัขสูงวัยให้ถูกวิธี

ในเมื่อเรารับเจ้าตูบแสนดีมาเลี้ยง คงมีหลายท่านที่ผูกพันเลี้ยงมากระทั่งน้องหมาอายุแซงเราไปซะแล้ว เนื่องจากหนึ่งปีของสุนัขนั้น อายุต่อปีจะเพิ่มขึ้นไวกว่าคนเรานั่นเองค่ะ อ้างอิงจาก ตารางเทียบอายุ (http://pets.webmd.com/dogs/how-to-calculate-your-dogs-age) ต่อน้ำหนักตัวของสุนัข ทางต่างประเทศใช้หน่วยเป็นปอนด์ ถ้าเทียบเป็นกิโลกรัม ก็คือ 2.2 ปอนด์ เท่ากับ หนึ่งกิโลกรัม ทีนี้มาดูกันดีกว่าว่า เมื่อคุณหมาเริ่มสูงวัย จะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง และควรดูแลพวกเขาอย่างไรดี?

 

  • ทางด้านสภาพร่างกาย
    • ขนร่วง ขนหงอก ผิวแห้ง หนังหย่อนคล้อย : เวลาอาบน้ำให้สุนัขสูงอายุ ไม่ควรใช้แชมพูอาบน้ำที่มีค่าความเป็นกรดด่างแรงเกินไป เขาจะเกิดการระคายเคืองได้ง่ายค่ะ ใช้แชมพูอ่อนๆโชลม ก่อนใช้ฟองน้ำแบบนิ่มถูให้ทั่วตัว ถ้าหนังพับย่นก็ต้องเอาฟองน้ำเช็ดตามรอยย่นด้วยเพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกหมักหมมจนเป็นสาเหตุนำไปสู่เรื่องอื่นๆต่อได้อีกยืดยาวทีเดียว อย่าฉีดน้ำเวลาล้างแชมพูแรงเกินไป เพราะผิวของเขาจะไวต่อความรู้สึก เจ็บทีมีมองมาดุคนอาบให้ ไม่ก็ร้องบอกเจ้าของเลยละค่ะ และด้วยความที่ขนก็ไม่ค่อยจะมีแล้ว เขาจะเป็นแผลง่ายขึ้น ต้องคอยหมั่นตรวจดูให้ดี ถ้าน้องหมายังอยากจะซนอยู่ ควรดูแลใกล้ชิดนะคะ
    • สายตาฝ้าฟาง จมูกไม่ดี หูเริ่มฟังไม่ชัด : ก็คล้ายๆกับคนเรานี่เอง ที่ประสาทสัมผัสซึ่งใช้งานมายาวนานจะเริ่มเสื่อมลง ถ้าน้องหมาเริ่มมีอาการทั้งสามอย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่งตามอายุของเขา ทางที่ดีควรจัดการดูแลบริเวณบ้านให้ปลอดภัยขึ้นค่ะ เขาอาจจะเบลอเดินชนขอบโต๊ะเพราะสายตากะระยะไม่ได้ เดินลงบันไดไม่สะดวกเพราะมองไม่ชัด ทานของที่ไม่ควรทานเพราะจมูกรับกลิ่นผิด ส่วนเรียกชื่อแล้วไม่หันตอบให้เดาได้ส่วนหนึ่งว่าเจ้าตูบไม่ค่อยได้ยินซะแล้ว สะกิดเขา เข้าไปลูบหัวเขาแทนจะดีกว่าค่ะ
    • กล้ามเนื้อและกระดูกไม่แข็งแรง : อาจจะเห็นเจ้าตูบเริ่มเดินไม่ค่อยไหว เหนื่อยง่าย หรือไม่ก็ขอนอนมันทั้งวันละกันนะเจ้านาย เขาจะขึ้นหรือลงจากพื้นต่างระดับยากขึ้นค่ะ ก้าวขาก็จะก้าวไม่ค่อยไว ก้าวไม่สูง บางทีเดินตัวสั่นเพราะต้องพยายามเพิ่มขึ้นในการทรงตัว ถ้าเป็นไปได้ควรให้ทานแคลเซียมผงสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อกันอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุกระดูกหักก็ดีเหมือนกันค่ะ น้องหมาบางตัวที่แก่มากๆอาจจะลุกขึ้นไปขับถ่ายไม่ไหวเพราะระบบกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงพอที่จะลุกแล้ว เจ้าของต้องทำใจคอยทำความสะอาดให้นะคะ เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา
    • ระบบภายในเริ่มทำงานได้ไม่เต็มที่ ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง : บางตัวอาจจะทานไม่เยอะเหมือนครั้งยังวัยรุ่นที่กินชามเดียวไม่เคยพอ เพราะระบบย่อยอาหารเริ่มทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง บางทีทานมากก็ท้องอืดก็มีค่ะ หรืออาหารย่อยยากอย่างเนื้อชิ้นโตๆ เขาอาจจะอาเจียนออกมาแทนก็มี ทางที่ดีพยายามหาอาหารที่ค่อนข้างนิ่ม เคี้ยวง่าย กลืนง่ายมาให้เขาดีกว่าค่ะ ส่วนเรื่องของสุขภาพ บางตัวจะเป็นไข้ง่ายขึ้นมาก ร้อนนิดหน่อยก็ไม่สบายแล้ว ยิ่งร้อนๆหนาวๆ บวกกับฝนอีกหน่อย คุณตูบชราของเราก็รับมือไม่ไหวเหมือนกันค่ะ หมั่นสังเกตอาการเขาอยู่บ่อยๆ ถ้าปกติไม่เคยนอนตัวสั่นแล้ววันดีคืนดีสั่นขึ้นมา ถ้าอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินปกติ หรือมีก้อนมีอาการบวมตรงจุดที่ไม่ควรมี ควรพาไปหาสัตวแพทย์เป็นครั้งคราวก็ดีเพื่อได้ทราบอาการของสุนัข เผื่อไม่สบายหรือเป็นโรคจะได้รักษาได้ทันค่ะ

 

  • ทางด้านสภาพจิตใจ
    • สารพัดความดราม่าอย่างไร้เหตุผล : เชื่อไหมว่าน้องหมาวัยชราสามารถทำตัวได้หลายบทบาทกว่าเดิมมาก บางทีเขาอาจจะเศร้าโดยไร้สาเหต บางทีก็โกรธ โมโหเอง บางทีเมินเจ้าของไปเฉยๆ เจ้าของคงได้แค่ทำใจค่ะ ให้ความรักเขาให้พอดี เขาจะได้ไม่ต้องคิดไปเอง อยู่กับเขาให้มากเท่าที่จะอยู่ได้ สุนัขชราก็คือหมาขี้เหงาคูณสองเลยละค่ะ อาจจะมีร้องโวยวายก็ขอให้เข้าใจว่า เขากลัวเราไม่รักแล้ว นั่นละค่ะ บทดราม่าเขาเยอะจริงๆ ถ้ารับรางวัลได้คงไม่พลาดรางวัลตุ๊กตาทองเป็นแน่แท้
    • ขี้หลงขี้ลืม : ขนาดเจ้าของเดินผ่านยังเห่าใส่ เพราะประสาทสัมผัสเขาไม่ดีเลยจำเราไม่ได้นั่นเอง บางคนอาจจะโกรธบ้างแต่จริงๆว่าไปมันก็ตลกไปอีกแบบนึงเหมือนกัน บางตัวจะมาแนวที่ว่าทานข้าวหมดแล้วร้องขอข้าวอีก พอเทให้ก็งง อิ่มแล้ว ถึงจะเลิกกินค่ะ จริงๆถ้าเลี้ยงให้อยู่ภายในบริเวณบ้านอย่างเดียวก็ปลอดภัยในระดับหนึ่ง ไม่ควรให้ออกนอกบ้าน เพราะบางตัวหลงทางหาบ้านไม่เจอก็มีค่ะ ส่วนสำหรับตัวที่ยังไฟแรงอยากเที่ยว เห็นทีเจ้าของจะต้องพาจูงอย่างใกล้ชิดจะดีกว่า
    • ขี้กลัว : บางครั้งเขาจะเห่ากับเรื่องปกติ เช่นลมพัดใบไม้ปลิว ฝนตก ฟ้าร้อง มีของใหม่ๆมาตั้ง ก็เพราะเขารับรู้สิ่งรอบข้างได้ไม่ดีเหมือนเก่านั่นเอง บางครั้งเขาจะชิน บางครั้งจะกลับมาเห่าอีกเพราะความจำไม่ดีแล้วด้วย เจ้าของอาจจะบอกได้เป็นบางครั้ง แต่ในทางที่ดี พยายามจัดบ้านให้น้องหมารู้สึกปลอดภัยจะดีกว่าค่ะ
    • หัวรั้น ชอบเอาชนะ : สุนัขบางตัวจะมีอาการหัวเสียเวลาตัวอื่นที่อายุอ่อนกว่าจะขึ้นมาเป็นจ่าฝูงแทน บางรายหงุดหงิดแต่ไม่ตอบโต้ แต่ควรระวังบางรายที่ไม่ยอมถอย เพราะถ้าเกิดการกัดกัน สุนัขแก่ย่อมได้รับบาดเจ็บง่ายกว่าแน่นอน และบางครั้งการกัดกันมีสิทธิ์ถึงตายก็มีค่ะ ควรแยกสุนัขแก่ที่มีนิสัยขี้โมโหเรื่องความเป็นผู้นำออกไปจากฝูงบ้างบางช่วง เพื่อลดการทะเลาะเบาะแว้งลงค่ะ

 

ในเมื่อเราตั้งใจเลือกลูกสุนัขสักตัวมาเลี้ยงแล้ว เจ้าตูบตัวน้อยสักวันคงแก่ชราลงตามวัย นี่คืออาการเพียงส่วนหนึ่งที่สามารถพบเจอได้ในสุนัขหลายๆตัว เจ้าของสุนัขจำเป็นต้องทำความเข้าใจว่า ลูกหมาในวันนั้นคือหมาแก่ในวันหน้า ไม่ได้สวยงามและกระโดดโลดเต้นกับเราไปได้ตลอด เพียงแต่ความผูกพันที่เรามีกับสุนัขทำให้เรื่องวัยน่าจะเป็นเรื่องสำคัญลดลงมา อย่าเลือกเขาเวลาที่เขาน่ารัก และทิ้งเขาไปในยามที่เขาเริ่มแก่ ต้องดูแลเยอะ ไม่ร่าเริง สุนัขทุกตัวจำเจ้าของได้หมดทั้งใจ และสุนัขก็น่ารักตามวัยของมันได้ ในเมื่อเลือกจะเป็นเจ้าของเพื่อนสี่ขาแสนซื่อสัตย์เหล่านี้แล้ว ขอให้ดูแลเต็มความสามารถทุกช่วงวัยของน้องหมานะคะ

รู้ไว้ ใช้ได้จริง : สารพัดข้อควรจำเกี่ยวกับงานรับปริญญา

งานรับปริญญา ประกอบด้วยขั้นตอนมากมาย ซึ่งผู้จบการศึกษาส่วนใหญ่อาจยังไม่ทราบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นบางครั้ง ก็สามารถสร้างความปวดหัวได้ไม่มากก็น้อย เช่น หลงลืมกำหนดการต่างๆ อุปกรณ์ไม่ครบ แต่งกายไม่ถูกระเบียบ และอื่นๆ เพราะฉะนั้น ในบทความนี้ จะนำเสนอถึงสิ่งที่ควรระวังและจดจำให้ได้ เพื่อความสะดวกและความสุขถ้วนหน้าของผู้จบการศึกษาทุกท่าน

 

วัน เวลา และสถานที่ ที่เกี่ยวข้องกับบัณฑิต     

 

วันที่ยืนยันการจบการศึกษาและวันขึ้นทะเบียนบัณฑิต : เป็นวันที่นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายซึ่งลงวิชาเรียนครบตามหลักสูตรและมีผลการเรียนครบถ้วน ไม่ติดเงื่อนไขที่ทำให้ไม่จบการศึกษาด้วยกรณีใดๆทั้งสิ้น ต้องลงทะเบียนผ่านทางการเขียนคำร้องหรือทางออนไลน์ เพื่อให้ฝ่ายทะเบียนนักศึกษานับจำนวนผู้จบการศึกษา และเตรียมขึ้นทะเบียนบัณฑิต โดยอาจจะมีค่าธรรมเนียมตามที่แต่ละสถานศึกษาจะกำหนด และมีการกรอกข้อมูลผู้จบการศึกษาเพื่อเป็นการยืนยันอีกทีหนึ่ง

กำหนดการวันซ้อมย่อย : เป็นวันซ้อมรับปริญญาที่ยังไม่เคร่งครัดเต็มรูปแบบ สถานศึกษาหลายแห่งอนุญาตให้แต่งกายชุดสุภาพในการซ้อมย่อยได้ แต่ที่สำคัญคือ หากใครไม่สามารถมาร่วมซ้อมตามกำหนด ก็จะถูกตัดสิทธิ์ในการรับปริญญา

กำหนดการวันถ่ายรูปหมู่ : เป็นช่วงของการเก็บภาพบัณฑิตแต่ละคณะ ต้องแต่งกายเครื่องแบบเหมือนวันรับปริญญาทุกๆอย่าง ซึ่งใช้เวลาไม่นาน ข้อแนะนำอย่างหนึ่งคือ บัณฑิตหญิงควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าที่ใช้เครื่องสำอางสะท้อนแสง เพราะอาจะทำให้ใบหน้าลอย ดูไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนทรงผมต้องเปิดให้เห็นใบหน้าชัดเจน ไม่มีเครื่องประดับเงาสะท้อนแสงเช่นกัน หลังจากถ่ายรูปหมู่แล้วจะไม่มีพิธีการใดๆอีก สามารถเชิญเพื่อนพี่น้อง หรือญาติๆร่วมถ่ายภาพได้ทั้งวัน แต่ไม่ควรไปฉลองปิดท้ายจนเกินเวลาที่ควรพักผ่อน เพราะอาจมีปัญหาความเหนื่อยล้าในวันซ้อมใหญ่ได้

กำหนดการวันซ้อมใหญ่ : ระเบียบพิธีทุกอย่างจะเหมือนกับวันรับปริญญาจริงๆ การแต่งกายของบัณฑิตก็เช่นกัน ต้องเป็นเครื่องแบบและชุดครุยตามที่สถานศึกษากำหนดระเบียบเอาไว้ บางที่อาจจะใช้หอประชุมของตนเอง หรือบางที่อาจจะมีการกำหนดสถานที่ไว้เป็นที่อื่น ควรเผื่อเวลาในการมาถึงเอาไว้มากๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัด เพราะหากไม่เข้าซ้อมในวันซ้อมใหญ่ ก็ไม่สามารถรับปริญญาในวันรับจริงได้

วันรับปริญญา : บัณฑิตต้องแต่งกายถูกระเบียบทุกอย่างตามที่กำหนดไว้ และจำลำดับการรับพระราชทานปริญญาบัตรได้ถูกต้อง ซึ่งบางที่อาจจะแบ่งเป็นรับภาคเช้าและบ่าย หรือรับมากกว่าหนึ่งวัน ควรตรวจสอบรอบการเรียกเข้ารับให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในพิธี และเนื่องจากไม่สามารถนำอุปกรณ์สื่อสารใดๆเข้าไปในห้องพิธีได้ จึงควรนัดแนะผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีให้ชัดเจนว่า กำหนดการเริ่มและจบที่เวลาเท่าไหร่ จุดนัดพบคือบริเวณใด จะได้ลดความสับสนในสถานการณ์ที่มีผู้คนจำนวนมาก

 

เครื่องแต่งกาย การแต่งหน้า และทรงผม

 

ชุดครุย : สถานศึกษาส่วนใหญ่จะอำนวยความสะดวกให้โดยการติดต่อร้านรับตัด-เช่าชุดครุย มาวัดตัวให้ถึงที่สถานศึกษา หากคาดว่าจะใช้ชุดครุยเพียงแค่ไม่กี่วัน แนะนำเป็นการเช่า เพื่อจะได้สะดวกในการคืนชุด หรือถ้าหากต้องการจะเก็บชุดไว้ใช้ในโอกาสอื่นๆ แนะนำเป็นการสั่งตัดจะได้ชุดที่ใหม่กว่า โดยที่ไม่ว่าจะเป็นการจองที่ร้านของสถานศึกษาจัดหามาให้ หรือไปติดต่อด้วยตัวเราเอง ควรสั่งจองไว้อย่างน้อยสามเดือนก่อนช่วงรับปริญญา เพื่อป้องกันความผิดพลาดของชุด ระยะเวลาในการตัดชุดที่ไม่เร่งรีบจนเกินไป บางร้านจะให้จ่ายเงินค่าชุดทั้งหมด หรือมัดจำไว้ส่วนหนึ่ง อย่าลืมนำใบเสร็จมาแสดงในวันรับชุดครุยเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของชุดครุยของตนเอง

รองเท้าหุ้มส้นของสตรีและถุงน่อง : ใช้ตามระเบียบของทางที่สถานศึกษาได้ประกาศเอาไว้ แต่ไม่ควรเลือกรองเท้าที่มีส้นสูงเกินไป เพราะจะทำให้เจ็บหน้าเท้าและเดินไม่สะดวก เกิดอาการเมื่อยขาและขาล้าได้ง่าย ส่วนถุงน่อง ควรลองสวมในวันซ้อมรับปริญญาคู่กับรองเท้า เพื่อดูว่าลื่นหรือไม่ หากไม่สามารถใส่คู่กับรองเท้าได้ แนะนำว่าให้เปลี่ยนรองเท้า หาพื้นรองเท้าที่รองรับความลื่นของถุงน่องได้ดีเพื่อกันการลื่นล้มจากการเดิน

การแต่งหน้า : เนื่องจากเป็นงานที่เป็นทางการ ไม่ควรแต่งหน้าเข้มจนเกินไป ไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของสารสะท้อนแสง แต่งหน้าด้วยโทนสีอ่อนๆ(ตามแต่สภาพผิวของแต่ละบุคคล) ควรทดลองแต่งหน้ามาก่อนวันจริงเพื่อกำหนดเวลาในการแต่งหน้าได้ชัดเจน ส่วนในวันถ่ายรูปหมู่ หากอยากจะเก็บภาพต่อกับญาติพี่น้อง แนะนำว่าให้พกเครื่องสำอางมาคอยเติม เพื่อจะได้ไม่ดูจืดจางเมื่อได้รูปออกมา

ทรงผม : ห้ามย้อมผมเป็นสีที่ไม่ใช่สีธรรมชาติโดยเด็ดขาด หรือหากย้อมมาแล้วก็ต้องย้อมกลับเท่านั้น ในส่วนของฝั่งชาย ทรงผมไม่ควรลงมาปิดกรอบหน้า เซตผมให้เรียบร้อย ในฝั่งของผู้หญิง ต้องเป็นทรงที่เรียบร้อยเช่นกัน โดยที่ห้ามติดเครื่องประดับใดๆที่เป็นเหล็กมีแสงสะท้อน อนุโลมให้ใช้กิ๊บดำกับหนังยางรัดผมสีดำได้

 

อื่นๆ

 

การนัดผู้มาร่วมแสดงความยินดี : ควรมีจุดนัดพบที่แน่นอน เพื่อกันการหลงของญาติและเพื่อนๆ และควรเป็นจุดที่อำนวยความสะดวกให้กับพวกเขาได้พอสมควร เช่น โรงอาหาร อาคารที่เห็นได้ชัดเจน หรือสถานที่ที่ใกล้กับจุดที่รับปริญญา

การแบ่งเวลา : ควรเผื่อเวลาให้กับทุกๆเรื่องเสมอ อาจจะปรับเวลาการตื่นนอนให้ไวขึ้น รีบออกจากบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด ศึกษาเส้นทางที่คาดว่ารถจะไม่หนาแน่นมาก เมื่อมาถึงสถานที่รับปริญญาได้ก่อนเวลา จะมีช่วงให้เราได้พักทำธุระส่วนตัว ไม่เครียด มีช่วงที่ได้ถ่ายรูปเล่นกับครอบครัว และเข้าห้องประชุมก่อนรับปริญญาได้ทันเวลา

สถานที่จอดรถ : บางสถานที่สามารถนำรถเข้าไปจอดได้เลย บางสถานศึกษามีการแบ่งโซนการจอดรถ หรือต้องติดต่อขอรับใบจอดรถจึงจะเข้าจอดได้

ค่าใช้จ่ายจิปาถะ : ค่าใช้จ่ายที่หลายๆคนมักจะลืมคิดไปก็คือ ค่าจ้างของช่างถ่ายภาพส่วนตัว ค่าแต่งหน้า ค่าเดินทาง ค่าที่พักต่างๆ(กรณีสถานที่รับปริญญาอยู่ไกลจากบ้าน) ควรประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้คร่าวๆก่อน เพื่อจะได้ไม่เกินงบประมาณที่ตั้งเอาไว้

สุขภาพ : ไม่ควรหักโหมหรือรีบถ่ายรูปทั้งวันโดยไม่มีการพักผ่อน อาจทำให้ไม่สบายก่อนวันรับปริญญาจริงๆ โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว ให้พกยารักษาโรคไว้ตลอด ส่วนเรื่องของการไปเลี้ยงฉลอง ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อกันอาการเมาค้าง เมื่อจบกิจกรรมในแต่ละวัน ไม่ควรนอนดึก ควรให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

 

จากหัวข้อทั้งหลายที่ได้แสดงให้เห็นถึงข้อควรระวังและปัญหาในช่วงต่างๆของการรับปริญญา การวางแผนล่วงหน้าและแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้บัณฑิตทุกท่าน สำเร็จการศึกษาอย่างมีความสุขนั่นเอง

ดูนก งานอดิเรกที่มีดีมากกว่าการ ‘ดู’

การส่องนก หรือ ดูนก หมายถึงการที่เราเฝ้าติดตามพฤติกรรม หรือสังเกตลักษณะของนก จะด้วยวิธีใดที่เราสะดวกก็ได้ เสน่ห์ของการดูนกคือเรื่องของโชค โอกาส และฤดูกาล ซึ่งทำให้สายพันธ์ของนกแวะเวียนมาหาเหล่านักส่องนกได้หลากหลาย ไม่เว้นแม้แต่บริเวณรอบๆบ้านของตนเอง วันหนึ่งคุณอาจจะเจอนกที่ต้องการโดยไม่ได้ตั้งตัว หรืออาจจะต้องตามสะกดรอยราวนักสืบเล่นซ่อนหา การเป็นนักดูนกไม่มีข้อจำกัดอะไรทั้งสิ้น เพียงแค่มีใจรักในธรรมชาติ รวมถึงความอดทนในการเฝ้าตามเจ้าสิ่งมีชีวิตติดปีกบินมาหา นับเป็นเรื่องไม่ยากเย็นเสียเท่าไรนัก ถ้าเทียบกับผลประโยชน์ที่เราเรียกว่าแทบจะเป็นของฟรีจากธรรมชาติเลยทีเดียว

ดูนก ดูแล้วผ่อนคลาย

หากคุณเป็นคนที่เหนื่อยกับงานมาทั้งสัปดาห์ มีความเครียด หรือเรียนหนักกระทั่งหลับฝันเห็นหนังสือเรียน ลองหาวันหยุดหรือช่วงเวลาสั้นๆ ออกไปนั่งสงบๆที่สวนหลังบ้านของคุณ สวนสาธารณะ แม้แต่การจ้องออกไปนอกหน้าต่างเพื่อมองหานกสักตัว ก็ช่วยให้สมองผ่อนคลายลงไปได้มาก ไม่จำเป็นต้องพบเห็นนกหายาก แต่เพียงแค่ดูแล้วเพลิดเพลินไปกับท่าทางของนกกระจอกที่กระโดดไปมา นกเขาร้องเพลงคลอคู่ นกเอี้ยงจอมโวยวาย หรือนกกาที่มักจะมีพฤติกรรมฉลาดๆให้เห็นอยู่เสมอ คุณจะลืมความวุ่นวายในชีวิตไปได้ระยะหนึ่ง แล้วกลับมามีแรงสู้ในวันต่อไปอย่างแน่นอน

 

ดูนก ดูแล้วทำให้เป็นคนช่างสังเกต ฝึกเรื่องความจำ

เริ่มตั้งแต่แรกพบนก สายตาของคุณจะเริ่มมองตั้งแต่หัวถึงหาง มองว่าสีขนเป็นสีอะไร ตัวเล็กหรือใหญ่ มีจุดเด่นตรงไหนบ้าง สถานที่ที่พบมีลักษณะอย่างไร พบตอนเวลากี่โมง ชอบเกาะอยู่นิ่งๆหรือกระโดดไปมา มีจำนวนกี่ตัว และอีกรายละเอียดยิบย่อยสารพัด หรือบางคนจะใช่วิธีถ่ายรูป อัดวิดีโอไว้ดูย้อนหลังนั่งระลึกความจำก็มี สมองของคุณจึงตื่นตัว มีเรื่องให้ขบคิด มีเรื่องให้จำ เมื่อทำบ่อยๆแล้วเวลาเจอนกชนิดไหน ระบบส่องนกในสมองของคุณจะทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม

 

ดูนก ดูแล้วฝึกความอดทน ทำให้ใจเย็น

นก โดยปกติจะเป็นสัตว์ที่ตื่นตกใจง่าย(ยกเว้นนกที่เชื่องหรือชินกับผู้คน) หากคุณบุ่มบ่ามเดินเข้าไปใกล้ๆ แน่นอนว่าปีกคู่นั้นจะพามันโบยบินหนีคุณไปทันที คุณจะเริ่มทำใจได้ กับการเฝ้ารอนกบางตัวให้ลงเล่นน้ำ เพื่อชมภาพน่ารักๆในวันอากาศร้อน ค่อยๆแง้มกระจกหน้าต่างออกไปดูนกตัวกลมปุ๊ก ที่พองขนให้ความอบอุ่นกับตัวเองหลังฝนตก แอบย่องประชิดติดต้นไม้ เพื่อดูนกบางตัวที่ขี้อายมากกว่าเพื่อนนกตัวอื่น การดูนกจึงเป็นงานอดิเรกที่ฝึกความอดทน ฝึกสมาธิชั่วคราวไปในตัว

 

ดูนก ดูแล้วได้สังคม

มีนักดูนกหลายท่านที่เริ่มเข้ากลุ่มหรือชมรมดูนกต่างๆเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คุณอาจเจอแหล่งความรู้ใหม่ เจอเพื่อนใหม่สไตล์เดียวกัน ได้คนออกทริปส่องนกตามสถานที่ต่างๆ เปิดหูเปิดตา พากันเที่ยวบ้าง ดูนกบ้าง ทำกิจกรรมที่แวดล้อมไปด้วยคนรักนกอยู่เต็มไปหมด อย่างน้อยผลพลอยได้ในข้อนี้ คุณก็ได้นกเป็นสื่อกลาง ไม่ต้องกลัวว่าจะเหงาแล้ว

 

ดูนก ดูแล้วได้ภาพประทับใจที่ไม่มีใครเหมือน

ขอให้คุณค่อยๆสังเกตว่า เพียงแค่นกชนิดเดียวกัน แต่คนละตัว ก็มีอิริยาบถแตกต่างกันออกไป ยิ่งถ้าเจอนกหลายๆชนิดมาอยู่รวมกัน คุณมีสิทธิ์เห็นท่าทางหรือพฤติกรรมน่าสนใจได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับโชคของคุณอีกเล็กน้อย คุณอาจเจอนกขี้สงสัยกระโดดเข้ามาหาเราทั้งที่ตัวอื่นไม่กล้าทำ เจอการทะเลาะเบาะแว้งเสียงดังโวยวาย มีตบจิกไม่แพ้ละครน้ำเน่าหลังข่าวตอนเย็น เจอคู่รักหวานแหววร้องเกี้ยวสาวต่อหน้าแบบไม่เกรงใจสื่อ หรือหากมองไปยังทุ่งกว้าง อาจได้เห็นกายกรรมผาดโผนของเหยี่ยวที่กำลังล่าเหยื่อซึ่งหนีหัวซุกหัวซุน จนคุณเองแทบลุ้นทุกวินาที ภาพที่คุณเห็นเหล่านี้จะอยู่ในใจคุณ ต่อให้เล่ากี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ยิ่งกว่าการดูสารคดีในจอสี่เหลี่ยมหลายเท่าตัว

 

ดูนก ดูแล้วเคารพธรรมชาติมากขึ้น

ไม่ว่าฤดูไหนๆ ก็มีนกให้คุณดูได้เสมอ นกที่พบเห็นในแต่ละฤดู หากเป็นนกอพยพก็มีสายพันธ์ต่างไปจากสายพันธ์ท้องถิ่น ไม่ว่าพื้นที่ใด เราก็สามารถพบนกได้ ดังนั้นนกหลายชนิดจึงถูกใช้เป็นดัชนีวัดความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ครั้งหนึ่งคุณเห็นความหลากหลายของสายพันธ์นกในพื้นที่ที่หนึ่ง ครั้งต่อมาที่ไปสำรวจอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ทั้งสองอย่าง นั่นทำให้ความรู้สึกหวงแหนในธรรมชาติของคุณ เกิดความสงสัยหรือความตระหนักอยู่ลึกๆถึงสาเหตุที่เปลี่ยนไป นำไปสู่การช่วยกันอนุรักษ์สายพันธ์นก

 

นก จึงเป็นสิ่งมีชีวิตติดปีกที่คุณไม่ควรมองข้าม ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เพียงแค่มองนก เปลี่ยนอีกนิดเป็น ‘ดูนก’ คุณก็ได้ประโยชน์มากมายโดยไม่รู้ตัว ได้คลายเครียด ฝึกสมาธิ ฝึกความจำ รวมถึงยังได้สังคมและความประทับใจไม่รู้ลืม รวมถึงเข้าใจธรรมชาติมากขึ้น เพราะฉะนั้น หลังจากอ่านบทความนี้เสร็จ ลองค่อยๆปิดแทบเลตหรือสมาร์ทโฟนของคุณ มองไปรอบๆ ให้เวลากับนกสักตัวที่บังเอิญบินผ่านมา แล้วคุณจะพบความสุขเล็กๆที่แทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย…